Kasarin's profileKasarin CornerPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 01 หนึ่งวันดีๆตอนนี้ก็ใกล้เวลาสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์เข้าไปทุกทีแล้ว ต้องเร่งแล้วจ้า
การงานก็โอนะ ส่วนการเงินก็อืม (555 ก็มันน้อยกว่า โอ ไง เพราะว่า ช่วงนี้รายจ่ายเยอะ)
ได้เงินมาแล้ว ต้องคอยเตือนตัวเองเสมอเลยว่า ต้องเอาไว้เป็ฯค่าตั๋วเครื่องบินอีก
เพราะฉะนั้น อย่าสุรุ่ยสุร่ายมาก
แต่ว่า วันนี้ก็ไปซื้อ Body Scrub มาอีกสองหลอด 5555
อันนึง ดูคุ้มดี ส่วนอีกอันเป็ฯกลื่นชาเขียว ธรรมชาติๆ
แล้วก็ซื้อสบู่กลิ่นแอปเปิ้ลเขียวกลับมาอีกก้อนนึง ไว้ล้างมือ หอมดี
ช่วงนี้กำลังมีความสุขกับการได้ดูแลตัวเอง
เดี๋ยวนี้นอนดึกนะ แต่ว่าก็ตื่นทีเก้าโมง สิบโมง เรียกว่าได้นอนเต็มอิ่มมากๆ ชดเชยกะตอนที่เรียนหนักแสนหนัก
อันนั้นก็ไม่ไหว จะตายเอา หน้าตาทรุดโทรม
เดี๋ยวสิงหาคมนี้ มีงาน รวมพลคนรักษ์ศิลป์ ที่ศิลปากร
พี่เปิ้ลให้เราเต้นละติน ก็สนุกดี ไปซ้อมมาแล้วครั้งนึง
กำลังคิดว่า จะจัดตารางเวลาใหม่ แล้วก็ จะหาเวลาเข้าฟิตเนสด้วย
ไม่ได้ เดี๋ยวแก่เร็ว อิอิ
อ้อ เดือนนี้ วันที่ 10 และ 16 เป็นวันเกิดของคุณพ่อและน้องกั้ง น้องชายสุดที่รัก
ว่าแต่ น้องกั้งบอกว่า ซื้อของขวัญไว้ให้ ไม่เห็นเอามาให้สักที
คุณแม่ก็เรื่อยๆ รักและเอาใจใส่ลูกมากเหมือนเดิม
15 สิงหานี้ น้องอ๊อฟจะไปแคมปัสทัวร์ที่ ศิลปากร
คิดว่าน่าจะเป็นฝั่งสนามจันทร์นะ เดี๋ยวจะพีเอมไปบอกว่า ถ้ามาเล่นตอนเที่ยงได้จะดีนะ คนจะเยอะ
ถ้าเล่นตอนเย็น คนจะน้อย กลัวน้องจะเสียกำลังใจ
ไปละๆ เดี๋ยวต้องไปสอนต่ออีกที่เยาวราชจ้า
June 25 เงินเดือนเดือนแรกจะสิ้นเดือนแล้ว นั่นก็หมายความว่า จะถึงวันเกิดเราด้วยประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง ก็คือว่า เราจะได้ค่าเหนื่อยของเดือนมิถุนาแล้ว เย้ๆๆ
เป็นครั้งแรกที่จะได้เป็นกอบเป็นกำ อยากจะเก็บเข้าธนาคารไปเลยเยอะๆ แต่ว่าก็ต้องเอาไปลงทุนนิดหน่อย อิอิ
เอาไปเรียนร้องเพลงกะฮิพฮอพ เพราะกะว่าจะมาสอนแทนพี่เปิ้ล สอนเต้นเงินดี จะได้เก็บเงินไปฝรั่งเศสได้เยอะๆ
คุณแม่เอาวิตองสักใบไหมคะ แล้วน้องอ๊อฟจะเอาน้ำหอมกลิ่นไหนดีครับ
เลื่อนเวลาไปฝรั่งเศสแล้ว คงเป็นเดือนพ.ย. นั่นเลย
ก็ดีมีเวลาเก็บเงินได้อีก
แต่ว่าตอนนี้ก็คงต้องใส่ใจกะเรื่องหาอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เฮ้อ คงต้องไปทาบทามอ.ศิริพร ดูละล่ะ
ตอนนี้ ที่กทม. สอนตอนเย็น จันทรถึงพฤหัสเลย
เสาร์อาทิตย์ก็กลับมาสอนที่ราชบุรี
เหลือวันซ้อมการแสดงวันพฤหัสวันเดียว และเดี๋ยวก็ต่องไปดูว่า จะเรียนเต้นวันไหนเวลาไหนได้บ้าง
เดี๋ยวต้องออกไปข้างนอก ขี้เกียจออกไปจัง
เจออ๊อฟค่อนข้างถี่เลยช่วงนี้ คิดว่าคงจะเจอกันอีกทีก็งานที่ทองหล่อโน่นเลย
ทิ้งระยะ ให้ความคิดถึงได้ทำงานบ้าง
ทุกครั้งที่ได้เจอกัน มันจะได้มีความหมาย อิอิ
ช่วงนี้อ๊อฟหล่อขึ้นนะ คงจะตื่นเต้นเหมือนกัน พรุ่งนี้อัลบั้มก็วางแผงแล้ว
พรุ่งนี้รอดูโอไอซี และก็ไฟว์ไลฟ์ด้วย อิอิ
แล้วพรุ่งนี้ก็เป็นวันดีเดย์ สนธิสัญญาของเรากะเอ๋หอยแล้ว 555
ใครจะชนะนะเนี่ย
เอ๋ต้องไปถ่ายคลิป หรือว่าเราจะต้องพอเอ๋ไปกินอาหารญี่ปุ่นน้า อิอิอิ
June 19 พีเอมแรกจากชายหนุ่ม..หัวใจจะวาย อิอิเล่าย้อนนิดนึงละกันนะ
ตอนนั้นชีวิตแบบว่าสับสนมาก เพราะว่าไปออดิชั่นคอนพี่เบิร์ดมา
แล้วเค้าบอกว่าได้เล่น ซึ่งมานก็ทำให้เราอดไปเที่ยวกะอ๊อฟและบ้านเขียวเลย
นั่งเล่นเนตอยู่ แล้วอ๊อฟออนเข้ามา เลยพีเอมไปหาน้องว่า
ชื่อเรื่องว่า "อ๊อฟครับ..."
"พี่คงไม่ได้ไปเที่ยวที่เขาใหญ่กับอ๊อฟแล้ว"
ตอนนั้นมานเศร้ามาก ไม่รู้จะบอกอะไรน้อง บอกได้แค่นี้
ที่นี้ก็กลั่นคำออกมาอีกทีนึง เรียบเรียงให้อ๊อฟอ่านแล้ว ประหยัดเวลา เข้าใจง่ายที่สุด ก็พีเอมไปบอกน้องใหม่ ว่า
"เมื่อวันจันทร์พี่ไปออดิชั่นคอนฯเบิร์ดเปิดฟลอร์มา
แล้ววันนี้เค้าโทรมาบอกว่าพี่ผ่านอ่ะ บอกตารางซ้อมอะไรมาเสร็จสรรพ พีก็ได้แต่แบบว่า...อึ้งกึ่มเสี่ยวอ่ะ จะดีใจก็ดีใจไม่ออก พอรู้ว่าก็แปลว่าพี่จะไม่ได้ไปเที่ยวกะอ๊อฟ ...เสียใจอ่ะ มันหักลบกลบความน่ายินดีไปหมดเลย อ๊อฟ...อ๊อฟว่าไงอ่ะ... (โอ๊ย...น้ำตาจะร่วงอ่ะ)" อือ แล้วสักพัก ก็มีหนึ่งข้อความใหม่เข้ามา ปรากฏว่าเป็นอ๊อฟ แต่เราเศร้ามาก ก็ไม่ได้รู้สึกแบบว่าแทบคลั่ง เพียงแต่ เรารู้อยู่แล้วว่ามานน่าจะตอบมาว่าไง
แล้วเราก็มีคำตอบของเราอยู่แล้วด้วย ยังไงเราก็เลือกงาน แต่ก็อยากฟังความเห็นของน้อง
น้องก็ตอบมาว่า
"อ๊อฟว่าเอางานก่อนดีกว่าครับ ยังไงถือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เต็มที่ละกันนะ เอาใจช่วยนะครับให้ทำออกมาให้ดี"
อือ แอบคิดในใจว่า เมิงจะรู้มั๊ย ว่ากรูเศร้ามากนะเนี่ย
เพราะว่ามานไม่ใช่การอดไปเที่ยวกะอ๊อฟเท่านั้น แต่มานอดไปเที่ยวกะทุกคนเลย กะบ้านเขียวกะเดอะแก๊ง
เศร้า
แต่ก็ขอบคุณนะน้องอ๊อฟ ที่ตอบกลับมา ทำให้พี่รู้สึกดีกะการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้น
June 07 PM private message ที่พิเศษมากๆวันนั้น พีเอมไปหาอ๊อฟ หัวเรื่องว่า "ขอบคุณนะครับ น้องอ๊อฟ"
ข้างในมีความว่า
"งงอ่ะดิ ว่าขอบคุณอะไร
คือว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ด.ญ. ยมุนา ณ บ้านเขียว 55555 ครบรอบหนึ่งปีของการเป็นสมาชิกบ้านเขียว หรือจะเรียกว่าเป็นแฟนคลับน้องอ๊อฟอย่างเป็นทางการก็ว่าได้ พี่กวางรู้สึกดีมากๆอ่ะครับ ตอนนี้ (เขินๆ) หมายถึงว่าพอมานึกดูแล้ว หนึ่งปีที่ผ่านมากับการเป็นแฟนคลับอ๊อฟ มันเป็นหนึ่งปีที่มีความสุขมากๆสำหรับพี่ ซึ่งพี่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นแฟนคลับใครได้จริงจังขนาดนี้ พี่อยากจะขอบคุณอ๊อฟ ที่เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้เกิดชุมชนที่น่ารักและก็อบอุ่นขนาดนี้ ขอบคุณเสียงเพลง ขอบคุณทุกๆผลงานที่มาจากความรัก ความตั้งใจของอ๊อฟ ที่ทำให้พี่ยิ้ม หัวเราะ และรู้สึกดีมากๆกับงานที่น่าประทับใจเหล่านี้เสมอ พี่อยากจะบอกว่า พี่ดีใจแทนอ๊อฟมากๆที่มีคนที่รักอ๊อฟมากมาย มารวมตัวกัน รักอ๊อฟ และก็รักกันได้มากอย่างนี้ (โอ๊ะ ซึ้งๆ) ม้นเป็นการสื่อสารทางพีเอมอ่ะนะ พี่ก็ไม่อยากจะบอกอะไรมาก กลัวว่าเดี๋ยวมานจะลิเกมากขึ้นๆเรื่อยๆ 5555 พี่เกรงใจอ๊อฟอ่ะนะ จะต้องมานั่งอาเจียนตอนดึกๆเดี๋ยวจะหมดแรงเอา อิอิ จริงๆอยากจะบอกอะไรมากมาย มากกว่านี้อีก แต่วันนี้เอาไว้แต่นี้ก่อน เดี๋ยวเจอกันแล้ว มันจะไม่ตื่นเต้น เหอๆๆ ช่วงนี้งานเยอะเนอะ พยายามรักษาสุขภาพนะจ้ะ แล้วเด็กหญิงยมุนาก็จะเป็นแฟนคลับที่น่ารักน่าชังของอ๊อฟอย่างนี้ตลอดไป พี่ดีใจที่ได้มารู้จัก ได้มารักคนที่น่ารัก ได้มาชื่นชมศิลปินคุณภาพอย่างอ๊อฟนะจ้ะ และก็ภูมิใจทุกครั้งที่ได้บอกคนอื่นว่า พี่เป็นแฟนคลับของอ๊อฟ ปองศักดิ์จ้ะ (อิอิ ซึ้งมะๆ) รักนะ .........
แล้ววันต่อมา เราก็มาเช็คว่าน้องอ่านยัง ปรากฏว่าน้องยังไม่ได้เข้าบ้านมาอ่าน
ก็แปลว่าน้องยังไม่ได้อ่าน ก็เลยคุยเอ็มกับพี่บี
สักพักพี่บีก็บอกว่า อ๊อฟออน
กวางก็เข้าไปดูที่บ้านเขียว ปรากฏว่า มีป้ายขึ้นว่า คุณมี 1 ข้อความใหม่
ในใจก็คิดว่า อย่าบอกนะว่าเป็นปองศักดิ์
ปรากฏว่าพอเข้าไปดู ปรากฏว่า เป็น อ๊อฟ จริงๆด้วย
อ๊อฟพีเอมมาบอกว่า
"happy birthday nakrub..... ดีใจที่มีพี่กวางเหมือนกัน ขอบคุณมาก ๆ นะครับ
ขอให้มีความสุขมาก ๆ นะครับ"
โหยอ๊อฟ จะน่ารักไปไหนอ่ะ
ไม่ต้องน่ารักมากไปกว่านี้แล้วนะ เดี่ยวพี่ก็รักอ๊อฟตายกันพอดี
June 05 เปิดเทอมแย้ว...เปิดเทอมแล้ว
เป็นเปืดเทอมของเจ้าชายน้อยๆของฉันด้วย แต่ไม่รู้ว่า จะไปเรียนกะเค้าได้รึเปล่าน้อ
ปรึกษากะรุ่นพี่ที่จุฬา พี่แนะนำว่าอีกสักสองอาทิตย์ค่อยไปพบอาจารย์จะดีกว่า ช่วงนี้อ. คงกำลังยุ่งๆ
ก็เลยเข้าห้องสมุด สอนพิเศษ ทำงานและก็ไปซ้อมการแสดงที่นครปฐมไปเรื่อยๆ
อยากจะไปเที่ยว นี่บ่นมาเป็นไม่รู้รอบที่กี่ล้านแล้ว เฮ้อ ปรึกษาคนนั้นคนนี้ เค้าบอกให้ไปเที่ยวเสม็ด เพราะว่าอ๊อฟไปบ่อย
555 เป็นเหตุเป็นผลมาก ถ้าจะไปจริงๆก็ต้องเคลียร์งาน หยุดงานสอน แล้วหาเพิ่อนไปด้วย ไม่เคยไปเลย
เมื่อวานก็มีคุณแม่นักเรียนโทรมาจะให้สอนพิเศษให้ลูกเค้า ตอนบ่ายคนนึง ตอนค่ำอีกคนนึง โอ้ว พระเจ้า จะไม่มีเวลาแล้ว
กะว่า สอนอีกคนเดียว แล้วเย็นวันศุกร์ก็ว่าง จะได้กลับบ้านตั้งแต่ วันเช้าวันศุกร์เลย วันนี้ก็คงต้องโทรติดต่อหารุ่นน้องไปสอนน้องไตเติ้ลแทนเรา ไม่รู้น้องจะสะดวกหรือเปล่า
ตอนนี้อยู่ที่ห้องคอมของอักษร จุฬา กะว่าจะอัพสเปซ จะเอารูปลง
มีตั้ง สาม คอลเลคชั่น เครื่องก็ดันเอารูปลงไมได้
จะดูคลิปอ๊อฟงาน วีออสี่ระยอง ก็ไม่มีหูฟังอีก สงสัยได้ไปอักสเปซที่ร้านนครปฐมแน่เรา
เมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมา อ๊อฟพีเอมตอบกลับมาหาเราด้วย โหย ปลื้ม อิอิ เดี่ยวค่อยมาเล่าให้ฟัง
ไปก่อนดีก่า เอาหนังสือไปคืนหอสมุดละ แล้วก็จะได้ไปสอนพืเศษต่อเลย
ไว้จะมาอัพใหม่นะคะ
มีบทความดีๆ อยากให้อ่านกันด้วย อ่านแล้วรู้สึก ดี๊ดี
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมค่ะ
May 28 ทักทายไม่ค่อยได้เข้ามาเลย ช่วงนี้ชีวิตยุ่งเหยิงนิดหน่อย แต่ว่าก็หาความสุขได้เรื่อยๆ
ชีวิตคาบเกี่ยวอยู่กะสามจังหวัดชายแดนภาคกลางนี่แหละ ราชบุรี นครถมและก็ กทม.
ประมาณช่วงเดือนก่อนหน้านี้ รู้สึกเบื่อๆมากเลย เซ็งๆ สงสัยว่า อาจจะใความว่าง หรือว่าสะดวกสบายจนเกินไป
พอเมื่อสองวันก่อนได้ทำงานสอนพิเศษอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็รู้สึกว่า มีความสุขดีเหมือนกันนะ
ว่าแต่ว่า ยังไม่ได้ไปเที่ยวอย่างที่อยากไปสักที
วันนั้นไปดูงานกล้วยไม้ที่พารากอนมา สวยดี รู้สึกดีเหมือนกัน ได้เห็ฯธรรมชาติสวยๆงามๆ ว่าจะเอารูปมาลงให้ดูด้วย
เดี๋ยววันนี้จะไปเพชรบุรี
แค่ได้นั่งรถสักสองชั่วโมงก็รู้สึกดีแล้ว ถึงจะไม่ได้เที่ยวอย่างเป็นทางการก็เหอะ
ก็คนมันชอบนั่งรถหนิ อิอิ April 08 นิทานคำกาพย์ "เศรษฐีกับชาวนา"นิทานคำกาพย์ เรื่อง เศรษฐีกับชาวนากาลครั้งหนึ่ง ชาวนาผู้ซึ่ง เกี่ยวข้าวทำนาปักหว่านดำไถ เหงื่อไคลเต็มหน้า แกมองหันมา เห็นรถคันงามในรถมีชาย ดูรวยมากหลาย คงไม่ต้องถาม เขาเป็นเศรษฐี มีรถคันงาม เพียบพร้อมด้วยความ มั่งมีเงินตรา ชาวนาจึงคิด เศร้าในชีวิต ของเขาหนักหนา ต้องทนทำงาน กร้านฝนทนฟ้า ลำบากกายา แสนทุกข์ในใจ ชาวนาอิจฉา เศรษฐีหนักหนา ชีวิตสดใส ไม่ต้องเหนื่อยยาก ลำบากเหลือใจ ไม่มีเรื่องให้ ร้อนใจเหมือน เศรษฐีลืมตา มองเห็นชาวนา ทำงานรอฝน ก็นึกอิจฉา ว่าไม่เหมือนตน ที่ต้องผจญ ปัญหามากมาย เกี่ยวข้าววันวัน คงจะสุขสันต์ กินอยู่ง่ายง่าย เย็นก็กลับบ้าน เสร็จงานพักกาย นอนหลับสบาย พร้อมหน้าลูกเมีย ตนเป็นเศรษฐี กำลังมีหนี้ พ้นตัวหัวเสีย หนี้สินพันล้าน บริวารลูกเมีย จนใจไกล่เกลี่ย จะล้มละลาย ต่างคนต่างคิด แต่ละชีวิต ปัญหามากหลาย ทุกคนเกิดมา แต่เกิดจนตาย ย่อมต้องวุ่นวาย ทั้งทุกข์สุขใจ ดูปัญหานั้น สาเหตุของมัน เกิดจากตรงไหน ใช้สติไตร่ตรอง ใช้สมองและใจ ทบทวนแก้ไข ลองใหม่อีกที ปัญหานั้นชอบ เป็นบททดสอบ ของตัวเรานี้ ฝ่าฟันให้มาก ยิ่งยากยิ่งดี แปลว่าเรามี ปัญญาพอดู ปัญหานั้นไซร้ มีให้แก้ไข คิดให้รอบรู้ พอใจเมื่อเป็น เย็นใจเมื่ออยู่ ยินดีเมื่อดู อยู่ได้สบายใจ ปี ๒๕๔๓
เพลงยาวของสาวเจ้าเพลงยาว จะรังสรรค์จำนรรใดมาไขจิต จะรังสฤษดิ์วจีใดมาไขแก้ จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดมาไขแด ให้เห็นแท้แน่นักว่ารักเรียม ด้วยเป็นหญิงอิงอรอ่อนเดียงสา จะสบตาก็มิวายจะอายเหนียม คงมิงามความเป็นหญิงยิ่งต้องเจียม อุราเกรียมอกไหม้ดังไฟรา น้องใช่นางนารีฤดีร่าน เพียงพบพานชายก็ใฝ่สิเน่หา ชายหมื่นพันแม้หมั่นเกี้ยวไม่เหลียวตา แต่กลับมาปักใจแน่แต่เรียมเดียว เมื่อเพลาราตรีพี่นิ่งนิทร์ คงสนิทไม่คิดใดให้เฉลียว มีแต่น้องหมองไหม้ตรมใจเทียว ทนเปล่าเปลี่ยวมิอายเอ่ยเฉลยนัย ได้แต่พิศได้แต่มองด้วยสองเนตร ยามได้พบพ่อมิ่งเกศเหตุไฉน มิกล่าวทักน้องสักคำให้ช้ำใจ แล้วปางใดจะแจ้งจิตคิดตรงกัน ขอพรเทพเทวดาที่อารักษ์ เฉลิมศักดิ์ฉลองสุขทุกสวรรค์ ดลฤดีพี่แลน้องให้ต้องกัน เป็นคู่สุขเกษมสันต์นิรันดร อย่าให้แคล้วอย่าให้คลาดวาสนา ดั่งรามณรงค์องค์สีดาคู่เคียงหมอน แม้สินธุ์ล่มจมหล้านภาคลอน ไกรลาสอ่อนสุเมรุเขตเป็นเศษธุลี ขอรักพี่อยู่กับน้องและครองมั่น ขอรักเราบ่มีวันเสื่อมราศี กี่โลกา กี่เพลา กี่ราตรี ขอน้องพี่ร่วมชีวิตนิจนิรันดร์ ปี ๒๕๔๕ศกุนตลา : ความเข้มแข็งของมารดาแห่งธรรมชาติศกุนตลา : ความเข้มแข็งของมารดาแห่งธรรมชาติ
ศกุนตลา เป็นวรรณคดีที่มีที่มาจากเรื่องเกร็ดในมหาภารตะ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง นางเป็นธิดาของฤาษีวิสวามิตรมุนีกับนางอัปสรชื่อเมนกา หลังจากนางเกิดมาแล้วเมนกาได้ทิ้งนางไว้กับนก นางจึงได้ชื่อว่า “ศกุนตลา” ที่แปลว่า นางนกเลี้ยง ต่อมาฤาษีกัณวาจารย์มุนีรับนางไปดูแลที่อาศรมในป่า นางจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางธรรมชาติ มีสัตว์ป่าเป็นเพื่อนเล่น มีดอกไม้ใบหญ้าเป็นสหายคอยยิ้มหัว นางจึงรักป่า รักสัตว์แลธรรมชาติมาก และในขณะเดียวกันความใกล้ชิดธรรมชาติก็ได้ก็ได้กล่อมเกลาให้นางมีจิตใจที่อ่อนโยน มีความบริสุทธิ์จริงใจและใสซื่อ นางมีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง การเปลี่ยนสีของใบไม้ ความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และวิธีดำเนินของธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนผัน สิ่งนี้ทำให้ศกุนตลาเรียนรู้ถึงความไม่จีรัง นอกเหนือไปจากความงามของธรรมชาติ เพียงแต่นางขาดประสบการณ์ที่จะสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้เท่านั้น กระทั่งนางโตเป็นสาววัยแรกรุ่นและได้พบกับกษัตริย์หนุ่มรูปงามอย่างท้าวทุษยันต์นั่นเอง ประสบการณ์ใหม่ๆจึงเดินเข้ามาในโลกของศกุนตลา ท้าวทุษยันต์เป็นชายหนุ่มคนแรกในโลกของนาง ความรักแรกพบจึงเกิดขึ้น ความไร้เดียงสาและมองโลกในแง่ดีทำให้นางเชื่อคำสัญญาว่าพระองค์จะกลับมารับนางไปครองคู่ด้วย แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับชีวิตรักของนาง เมื่อก้าวทุษยันต์ถูกคำสาปทำให้จำนางไม่ได้ เมื่อนางเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อทวงสัญญาแห่งขัตติยชาติ นางกลับถูกท้าวทุษยันต์ซึ่งเป็นทั้งชายอันเป็นที่รัก เป็นสามี และเป็นบิดาของบุตรในครรภ์นั้นประณามว่าเป็นหญิงไร้ยางอายต่อหน้าธารกำนัล ศกุนตลาทั้งเจ็บทั้งอาย ผู้หญิงที่โลกของนางมีแต่ความสุขความสวยงาม เมื่อวันหนึ่งต้องมาเผชิญความเจ็บปวดถึงเพียงนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่นางยังมีทิฐิมานะ มีความเข้มแข็งมากพอที่จะประคองหัวใจที่บอบช้ำ ดูแลตนเองและเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตขึ้นได้อย่างเก่งกล้าสามารถ นับได้ว่าศกุนตลานั้นเป็นหญิงสาวที่ด้อยประสบการณ์ชีวิตยิ่งกว่านางในวรรณคดีคนอื่นๆอยู่มาก นางไม่มีโอกาสที่จะเตรียมใจหรือเผื่อใจไว้สำหรับความทุกข์ ความผิดหวังในความรักเลย และเมื่อความรักมีอุปสรรคไม่เป็นไปตามที่คาดฝัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่านางจะเจ็บปวดสักเพียงใด แต่เพราะนางเกิดและเติบโตท่ามกลางธรรมชาติจนได้สมญาว่าเป็น “มารดาแห่งธรรมชาติ” สิ่งนี้จึงทำให้ศกุนตลารู้จักที่จะทำใจยอมรับและปรับใจ ปรับตัว เมื่อความไม่แน่นอนได้ก้าวเข้ามา “ฤดูกาลยังเปลี่ยนไป มิไยใจคนจะเปลี่ยนแปลง” เพราะเข้าใจในธรรมชาติที่เห็นมาแต่เด็กทำให้ศกุนตลายังคงยืนหยัดและมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แม้ว่าบทบาทส่วนใหญ่ของนางที่เราเห็นในบทละครจะตกเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำมากกว่าแต่อุปสรรคในความรัก ความทุกข์ที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ทำให้นางมีโอกาสได้แสดงความเข้มแข็งของลูกผู้หญิง ความมีสติ มีความอายอันเป็นสมบัติของหญิงงามอันพึงมี และความเชื่อมั่นในตนให้ปรากฏออกมา ความดีและความเป็นคนที่มีจิตใจงามอย่างบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เทพยดาคุ้มครองและดลบันดาลให้นางประสบความสุขในที่สุด ซึ่งถ้าหากจะอธิบายดันตามโลกวิสัยแล้ว ก็เพราะว่านางเป็นคนดี มีใจบริสุทธิ์และประกอบแต่ความดี จึงได้รับผลดีตอบแทนในที่สุด ตามหลัก “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ในบวรพระพุทธศาสนานั่นเอง
ปี ๒๕๔๗ April 02 "ลมหายใจของศิลปะการแสดงไทย"ลมหายใจของศิลปะการแสดงไทย
ข่าวของหุ่นละครเล็กคณะโจ-หลุยส์ที่อาจจะต้องปิดตัวลงไปเพราะไม่มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย สร้างแรงกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงสถานการณ์ความอยู่รอดของศิลปะการแสดงของไทย และคงถึงเวลาที่เราจะต้องเหลียวมาสนใจมรดกทางวัฒนธรรมการแสดงของชาติอย่างจริงจังหลังจากที่เราหลงลืม…ละเลย…จนเกือบจะกลายเป็นการ “ละทิ้ง” อย่างถาวรมานาน โจ-หลุยส์ เธียเตอร์เปิดการแสดงอยู่ที่สวนลุมไนท์บาซ่าซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ารายได้ส่วนใหญ่ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มาจากชาวต่างประเทศ ทางคณะมีรายจ่ายจากการเช่าพื้นที่และรายจ่ายอื่นๆทั้งในด้านเทคนิคแสงเสียงในการแสดง รายจ่ายในการสร้างและซ่อมแซมหุ่น อีกทั้งยังมีรายจ่ายด้านสวัสดิการนักแสดง ประกอบกับค่าเช่าพื้นที่ที่มีราคาสูงทำให้ราคาบัตรค่าเข้าชมค่อนข้างจะสูงเกินกว่าที่คนไทยจะเข้าชมได้อย่างไม่ต้องลังเล ดังนั้นผู้ชมส่วนใหญ่ที่มีแรงซื้อจึงกลายเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในขณะที่คนไทยที่สนใจก็ไม่มีโอกาสได้ชม ส่วนคนไทยที่มีเงินมากพอที่จะเข้าชมได้ก็ไม่มีความสนใจ และเมื่อการตอบรับของผู้ชมในชาติไม่ดีเพียงพอ ก็ต้องหันไป “ขาย” ชาวต่างชาติ หุ่นละครเล็กจึงหนีไม่พ้นที่จะต้อง “ผัน” ตัวเองเพราะ “ถูกทำให้” กลายเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” อย่างหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติให้เข้ามาซื้อความอ่อนช้อยงดงาม ความประณีตและคุณค่าทางภูมิปัญญาคนไทย ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้ผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันมีทางเลือกที่จะรับชมสิ่งบันเทิงได้สะดวกและหลากหลายขึ้น สื่อบันเทิงต่างๆไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ภาพยนตร์ การแสดงดนตรีจากศิลปินต่างชาติ ได้ทำให้คนไทยจำนวนมากหลงลืมที่จะเหลียวกลับมาชื่นชมกับศิลปะการแสดงของไทยที่ใช้เวลาสั่งสมคุณค่าและความงดงามมาเป็นเวลานานแสนนาน และสิ่งบันเทิงไทยที่คนไทยในปัจจุบันกำลังมองข้ามนี้เอง ที่ได้สร้างความเบิกบานและหล่อเลี้ยงจิตใจของคนไทยให้มีความสำราญ กล่อมเกลาให้เป็นชนชาติที่มีความละเอียดอ่อนนุ่มนวล พิถีพิถันประณีตบรรจง สร้างสังคมที่มีความอบอุ่นเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารี และมีวัฒนธรรมอันงดงามและดีงามอย่างที่ไม่มีที่ใดในโลกจะลอกเลียนหรือเปรียบเทียบได้ จนสามารถดำรงความเป็นชาติมาได้จนถึงทุกวันนี้ จึงนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งหากมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้จะถูกทอดทิ้งจนสูญหายไป วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับคณะหุ่นละครเล็กเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในบรรดาศิลปะการแสดงของไทยอีกหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นโขน ละคร หนังใหญ่หรือหุ่นกระบอกที่ต่างก็มีชะตากรรมความอยู่รอดไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อเจ้าของมรดกทางภูมิปัญญาอย่างคนไทยด้วยกันมองไม่เห็นคุณค่า ทางเลือกที่จะมีทางรอดอยู่ได้ประการหนึ่ง คือ การผันตนเองเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” ที่ขายความงดงามให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในขณะที่การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินต่างประเทศมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันอย่างเอิกเกริก เปิดการแสดงให้คนไทยเสียเงินไปชมกันแทบทุกอาทิตย์ กอบโกยรายได้จากผู้ชมคนไทยไปมากมาย แต่วงการศิลปะการแสดงของไทยกลับเงียบเหงาซบเซา ตัวอย่างที่ยืนยันสถานการณ์นี้ได้ดีคือ กิจกรรมการแสดงที่โรงละครแห่งชาติที่ก็เปิดการแสดงทุกอาทิตย์เหมือนกัน มีรายการแสดงรอบพิเศษทุกวันศุกร์สุดท้ายของทุกเดือน แต่ผู้ชมที่มาชมการแสดงที่นี่ก็เป็น “ขาประจำ” กลุ่มเล็กๆกลุ่มเดิมที่ติดตามชมการแสดงมาตั้งแต่สมัยสาวๆจนใช้ไม้เท้าก็ยังมา ราคาค่าบัตรชมการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินต่างประเทศสูงลิ่บลิ่วถึง ๔,๐๐๐ - ๕๐๐๐ บาท ในขณะที่ราคาค่าบัตรของโรงละครแห่งชาติอยู่ที่ ๔๐/๖๐/๘๐/ และ ๑๐๐ บาท หรือการแสดงบางรอบก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ แต่คนไทยก็ยังยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อไปดูคอนเสิร์ตมากกว่า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับศิลปะการแสดงของหน่วยงานราชการที่มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยโอบอุ้ม มีกระทรวงวัฒนธรรมรองรับ แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกผู้ชมได้มากเท่าที่ควร แล้วทางรอดของหนังใหญ่ หุ่นกระบอก และการแสดงอื่นๆจะเป็นอย่างไร คำถามที่เกิดขึ้นคือ “ลมหายใจของศิลปะการแสดงไทย” จะยังคงดำเนินไปได้อีกกี่มากน้อย จะเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” ขายชาวต่างชาติไปได้นานแค่ไหน ถ้าเจ้าของยังเมินหนี ถ้าหากหุ่นละครเล็กคณะโจ-หลุยส์ จะต้องปิดตัวลงอย่างถาวรจริงๆแล้วล่ะก็ เราคงไม่ต้องโทษว่าเป็นความผิดของใครที่ทำให้ศิลปะการแสดงของไทยแขนงนี้ต้องสิ้นสุดลง เพราะตราบใดก็ตามที่เรายัง “เห่อ” วัฒนธรรมตะวันตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา และ “บ้า” ตามกระแสที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ไตร่ตรอง ไม่เคยหันมามอง “ของดี” ที่มีอยู่กับตัวแล้วล่ะก็ เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธว่า เราทุกคนต่างก็มีส่วนทำให้ศิลปะการแสดงของไทยกลายเป็น “เศษซากทางวัฒนธรรม” เป็น “ของเก่าเก็บในพิพิธภัณฑ์” เหมือนกับที่กำลังจะเกิดขึ้นกับหุ่นละครเล็ก ทางออกของปัญหาน่าจะอยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่ายในการทำหน้าที่ของตน กระทรวงวัฒนธรรมคงต้องทบทวนหน้าที่และหาทางฟื้นฟูกระแสความนิยมให้คนไทยหันมาสนใจและเอาใจใส่กับศิลปวัฒนธรรมของชาติมากขึ้น โรงเรียนต้องปลูกฝังให้นักเรียนภาคภูมิใจและตระหนักถึงคุณค่าความเป็นไทย โรงละครแห่งชาติต้องปรับปรุงการบริการให้มีความทันสมัย สะดวกและ เข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น คนไทยต้องตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างจริงจังกันเสียที หรือจะรอให้ลูกหลานรุ่นหลังตราหน้าว่า เราคือ “อาชญากรวัฒนธรรม” ? April 01 ฉากหนึ่งของความรัก...ระรินฉาหนึ่งของความรัก...ระริน
ระรินเดินไปยังที่จอดรถ จู่ๆเธอก็ถูกรวบตัวเข้าไปที่ซอกทางเดินสลัวนั่น ตาเธอเบิกกว้าง หัวใจเต้นถี่ เธอจะร้องให้คนช่วยอยู่แล้ว ถ้าหากไม่เห็นว่าเจ้าของวงแขนที่รวบร่างเธออยู่ในขณะนี้เป็นคนเดียวกับคนที่เธอพยายามหลบหน้าเขาอยู่ “คุณชีพชนก” เธอเอ่ยขึ้นเบาๆอย่างไม่คิดว่าจะเป็นเขา ความตระนกที่ปรากฏในแววตาของหญิงสาวเลือนหายไปก่อนที่เธอจะหลบสายตาคมที่เต็มไปด้วยคำถามคู่นั้น “รินกำลังทำอะไรอยู่...รินจะฆ่าผมหรือไง” ถ้าหากระรินเข้มแข็งกว่านี้ เธอคงจะกล้าสบตาคู่สนทนา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เธอก็จะได้เห็นความน้อยใจที่แจ้งชัดและเจืออยู่ในน้ำเสียงอย่างเต็มเปี่ยม “คุณนก...ปล่อยรินเถอะค่ะ” ยิ่งเธอขืนตัวมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งรวบตัวเธอให้แนบชิดกับเขามากขึ้นไปอีก ใกล้...จนเธอได้กลิ่นน้ำมันใส่ผมของเขา “ผมไม่ปล่อย จนกว่าเราจะพูดกันรู้เรื่อง” คราวนี้หล่อนหันมาสบตาเขา “ไม่เคยมีคำว่าเราค่ะคุณนก คุณอย่าใช้คำนี้กับฉัน เพราะดิฉันไม่สมควรได้รับเกียรตินี้” “ทั้งที่ผมยินดีที่จะให้ และความจริงในใจคุณก็ต้องการอย่างนั้นน่ะเหรอ...เลิกหลอกตัวเองเสียทีเถอะระริน ผมรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง และก็อยากให้คุณรู้ว่าผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน” ประโยคนั้นแทงเข้าไปที่กลางหัวใจของหญิงสาว กำแพงหนานั้นดูบางลงไปมากเพียงแค่ลมปากของผู้ชายคนหนึ่ง แรงต่อต้านที่เธอมีต่อเขาเริ่มน้อยลงทุกที “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรจะคิดถึงความรู้สึกของคุณศจีให้มากด้วยเหมือนกันค่ะ” “นาทีนี้ผมขอได้ไหมริน ขอแค่เราสองคนเท่านั้น รินก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไง แล้วทำไมรินต้องทำเฉยชากับผมแบบนั้น ในงานเลี้ยงนั่น ทำเหมือนผมเป็นคนอื่น ปฏิเสธผม...แล้วก็ไปสนุกสนานกับผู้ชายพวกนั้นน่ะ รินจะทรมานผมไปถึงไหน” แรงบีบจากมือเขามากขึ้นจนทำให้เธอต้องสะบัดตัวออกมา “รินขอเถอะค่ะ คุณนก รินไม่อยากจะปล่อยให้ความรู้สึกของตัวเองถลำลึกไปมากกว่านี้แล้ว ถ้าคุณถามว่ารินกำลังทำอะไรอยู่ รินกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องค่ะ รินกำลังปลดปล่อยตัวเองออกมาจากนรกในใจที่รินสร้างมันขึ้นมาเอง สงสารรินเถอะค่ะ ปล่อยรินไปเถอะ” “รินต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยผม คุณรู้มั๊ยว่าผมขยะแขยงตัวเองขนาดไหน ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นคนแบบนี้ได้ ยืนอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง แต่สายตาและหัวใจกลับสะกดอยู่ที่ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ทุกสิ่งที่มันเกิดกับผมตอนนี้ เป็นเพราะคุณ..ริน วันไหนที่ผมไม่เห็นคุณ ไม่ได้ยินเสียงคุณ ผมก็แทบบ้า คิดอยู่เสมอว่าคุณจะทำอะไรอยู่ที่ไหน คุณมีความสุขไหม ริน คุณกำหนดชีวิตผม คุณกุมหัวใจผมไว้อย่างไม่ยอมปล่อย และผมก็ไม่อยากให้คุณปล่อยด้วย ผมจะมีชีวิตอยู่ยังไงถ้าไม่มีคุณ” “พอเถอะค่ะคุณนก พอเสียที มันมากเกินไปแล้วจริงๆ คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้” ระรินเริ่มร้องไห้เมื่อการต่อสู้ระหว่างความต้องการในหัวใจและสำนึกความถูกผิดสร้างความเจ็บปวดให้แก่เธอมากเหลือเกิน
บทความสารคดี บ้านปราสาท เส้นทางสานโบราณคดีบ้านปราสาท เส้นทางสานโบราณคดี
เมื่อแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างรถโดยสารปรับอากาศด้านที่ดิฉันนั่งได้หายไปแล้ว ฉันก็ไม่รอช้าที่จะเปิดม่านที่บังกระจกนั้นออก เผยให้เห็นโลกภายนอกที่คนเมืองอย่างเราๆไม่เคยได้เห็น อากาศบริสุทธิ์ที่ยากนักจะได้สัมผัส ความเขียวขจีสดชื่นเย็นตาของทุ่งนาที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตานั้นเหมือนจะยิ้มเยาะให้ฉันนึกเสียดายที่ควรจะเปิดผ้าม่านมายลความงามของของพวกเขาให้เร็วกว่านี้ ภาพของหมอกจางๆที่คลอเคลียอยู่ที่ทิวเขาทำให้ฉันอดใจไม่ได้ที่จะชี้ชวนให้เพื่อนๆร่วมคณะหันมาชื่นชมความงามอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่รถของเรามุ่งหน้าสู่ชุมชนบ้านปราสาท และค่อยๆหายเข้าไปในหลืบเขาในที่สุด สองชั่วโมงต่อมาล้อรถของเราก็หยุดนิ่งสนิทยังที่หมาย เราก้าวลงเหยียบผืนดินอุดมที่บ้านปราสาท แหล่งโบราณคดีซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ ๗ ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พี่หนึ่งซึ่งเป็นพี่นำเที่ยวของเราในครั้งนี้บอกว่าที่นี่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร แต่ถ้ามาจากตัวจังหวัดก็เดินทางแค่ ๔๕ กิโลเมตร และที่นี่ยังเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับอำเภอพิมายซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างอุทยานปราสาทหินพิมายที่เลื่องชื่ออีกด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นข้อได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งของชุมชนแห่งนี้เพราะทำให้มีนักท่องเที่ยวและเวียนมาเยี่ยมเยือน สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าที่นี่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ (Home Stay) อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศความเป็นกันเองอย่างสังคมชนบทถูกทำลายลง เพราะทันทีที่เราก้าวลงจากรถก็ได้รับการต้อนรับจากรอยยิ้มและมิตรไมตรีอันอบอุ่นจากชาวบ้าน พวกมาลัยที่ร้อยด้วยความจริงใจจากพวกเขาถูกคล้องที่คอของพวกเราทุกคนเพื่อเป็นการรับขวัญและคล้ายจะแทนคำพูดที่ว่า “ขอต้อนรับสู่บ้านปราสาท” พ่อใหญ่ของชุมชนพาเราไปรับประทานอาหารมื้อแรกในดินแดนอีสานที่โรงเรียนบ้านปราสาทที่สร้างและใช้เงินของพี่น้องในท้องถิ่นดำเนินการก่อตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ที่นี่จะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆแต่กลับมีความเข้นแข็งและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวบ้านซึ่งแตกต่างจากเมืองใหญ่ที่ผู้คนอยู่กันมากมายแต่ความสัมพันธ์กลับห่างเหิน พวกเราได้รับการเชื้อเชิญให้หย่อนกายลงบนเสื่อกลางห้องกว้างที่ด้านหน้าเป็นเวทียกสูงมีพานบายศรีขนาดใหญ่วางไว้ด้วย กลิ่นหอมๆลอยมาจากด้านหลัง มองเห็นคณะแม่ครัวกำลังสาละวนจัดเตรียมอาหารให้แก่พวกเรา ไม่นานนักตำบักหุ่งรสโอชา ผัดหมี่โคราชแสนอร่อย และอาหารอีกหลายจานก็ทยอยมาให้เราเอร็ดอร่อยไปพร้อมๆกับความเพลิดเพลินจากการแสดงบนเวทีของน้องๆนักเรียนโรงเรียนบ้านปราสาท และปิดท้ายค่ำคืนแรกของที่นี่ด้วยวงกันตรึมของพ่อใหญ่ที่บรรเลงเพลงขับกล่อมไปด้วยในขณะที่ผู้ใหญ่ในชุมชนผูกข้อมือรับขวัญพวกเรา เช้าแรกที่บ้านปราสาทสุดแสนจะสดใส พ่อใหญ่พาพวกเรามายังพิพิธภัณฑ์แหล่งอารยธรรมของบ้านปราสาทซึ่งตั้งอยู่บริเวณกลางชุมชน มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่นี่มีมัคคุเทศก์น้อยชั้นประถมรับหน้าที่พาเราเที่ยวชม “น้องเม่น” แนะนำตัวกับเราอย่างฉะฉาน เด็กชายตัวน้อยเดินไปพลางก็เล่าให้เราฟังอย่างคล่องแคล่วว่าที่นี่เป็นแหลงโบราณคดีที่ขุดแต่งใหม่ เป็นแห่งที่ ๒ ต่อจากบ้านเชียง น้องเม่นพาเราเดินชมหลุมขุดค้นที่มีอยู่ทั้งสิ้น ๓ หลุม แต่ละหลุมมีโครงกระดูกมนุษย์ทั้งที่มีสภาพสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ หันศีรษะไปทางทิศต่างๆมีการฝังภาชนะดินเผาแบบเคลือบโคลนสีแดง แบบลายเชือกทาบ เครื่องประดับต่างๆ เช่น กำไลเปลือกหอย ลูกปัด แหวนสำริด กำไลสำริด เครื่องประดับศีรษะทำด้วยสำริด เป็นต้น จากหลักฐานที่ได้พบ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าบ้านปราสาททีชุมชนอาศัยอยู่ตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ ที่มีหลักฐานของกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดี และเขมรโบราณ บนป้ายอธิบายที่ติดอยู่ใกล้หลุมขุดค้นระบุว่า น่าจะมีกลุ่มคนมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งแต่ช่วง ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยแต่ละชั้นดินที่ขุดพบโครงกระดูกจะมีอายุแตกต่างกัน โครงกระดูกที่อยู่ลึกที่สุดคือกลุ่มชนที่มีอายุมากที่สุดและอาจเป็นกลุ่มแรกๆที่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งโครงกระดูกชั้นแรกนี้อยู่ลึกจากพื้นดินประมาณ ๕.๕๐ เมตร อายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปี และชั้นกลางประมาณ ๕ เมตร อายุราว ๒,๕๐๐ ปี จนถึงชั้นบนสุดจะพบภาชนะยุคพิมายดำ ประมาณ ๑,๐๐๐ ปี หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้บอกเราได้ว่าบ้านปราสาทแห่งนี้ในช่วงเวลานั้น น่าจะมีความอุดมสมบูรณ์จนทำให้เกิดการตั้งชุมชนต่อเนื่องกันมาโดยตลอด พ่อใหญ่ชี้ให้เราดูหม้อปั้นดินเผาที่วางอยู่ที่เหนือศีรษะและปลายเท้าของโครงกระดูกแล้วบอกเราว่า สันนิษฐานว่าญาติของผู้เสียชีวิตจะเอาอาหารใส่เพื่อให้ผู้ที่ตายมีอาหารกินไม่อดอยาก และคนไทยเราก็มีประเพณีว่าเมื่อมีเด็กเกิด ผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพ่อของเด็กก็จะนำรกของลูกใส่ภาชนะแล้วนำไปฝังไว้ที่เสาของบ้านหรือนำไปฝังไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่เพราะเชื่อว่าจะได้มีชีวิตที่มั่นคงร่มเย็น จึงเป็นที่มาของคำว่า “ฝังรกราก” พวกเราฟังแล้วก็ร้องอ๋อไปตามๆกัน น้องเม่นคงกลัวว่าจะน้อยหน้าพ่อใหญ่เลยชี้ให้เราดูโครงกระดูกโครงหนึ่งแล้วถามว่า “เขาเป็นอะไรตายทราบไหมครับ” พอเห็นพวกเราส่ายหน้า เม่นก็ยิ้มหลาแล้วเฉลยว่า “ถูกฆาตกรรมครับ” ว่าแล้วเม่นก็บอกให้เราลองสังเกตดูใหม่จึงได้เห็นขวานที่ขัดอยู่ในซี่โครง ช่องอกและรอยหักของซี่โครง พอเราถามเม่นว่า “กลัวผีไหม” คำตอบที่ได้มาพร้อมกับแววตาสดใสก็คือ ”กลัวครับ แต่ไม่กลัวโครงกระดูกพวกนี้ ก็เขาเป็นปู่ย่าตายายของผมเองนี่ครับ…” คำตอบของน้องเม่นทำเอาพวกเราอึ้งไปตามๆกันแต่ก็นึกปิติแทนผู้ใหญ่ที่นี่ และพอจะเห็นภาพชายหนุ่มไฟแรงที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ที่ตอนนี้เดินนำหน้าเราไปยังศูนย์สร้างอาชีพของชุมชน นอกจากจะมีหลุมขุดค้นทางโบราณคดีแล้ว บ้านปราสาทยังมีกิจกรรมกลุ่มอาชีพอีก ๗ ศูนย์ เพราะนอกจากการเพาะปลูกแล้ว ชาวบ้านที่มียังอาชีพถอเสื่อกก เลี้ยงไหม ทอผ้า จักรสานข้าวของเครื่องใช้พวกกระเป๋า พัด หรือการทำเครื่องดนตรีไทยอย่างจะเข้และซอ พวกเราเลยสนุกสนานไปกับการได้ลองสาวไหม ทอผ้าและสานเสื่อซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน น้องเม่นยังพาเราไปซื้อของที่ระลึกที่สหกรณ์ของหมู่บ้านในตอนเย็นของวันนั้นอีกด้วย บ้านปราสาทมีโฮมสเตย์ที่ดีเด่นระดับรางวัลจากองค์กรต่างประเทศ ผู้คนมีน้ำใจให้กันและกัน ไมตรีจิตนี้มากมายเพียงพอและล้นเหลือสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้มาเยือน มีคณะกรรมการของหมู่บ้านที่คอยดูแลบ้านในเครือข่ายชาวบ้านดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ ในขณะที่ยังคงรักษารูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวันของตนได้อย่างปกติสุข พ่อใหญ่บอกพวกเราว่าในไม่ช้านี้ภาครัฐมีแผนงานในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวศึกษาวิถีชีวิตผู้คนทางน้ำ ล่าสุดบ้านปราสาทได้การรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว จึงเป็นเครื่องหมายยืนยันศักยภาพของชาวบ้านปราสาทได้เป็นอย่างดี ที่นี่สะท้อนให้เราภาคภูมิใจกับรากเหง้าของเราเอง และทำให้พวกเราซาบซึ้งและประทับใจมิตรไมตรีของชาวชุมชนเล็กๆที่กลมเกลียว แน่นแฟ้น และอบอุ่น เมื่อถึงเวลาของอาหารมื้อส่งท้ายที่ชาวบ้านตั้งใจจะเลี้ยงส่งพวกเรา เราก็แทบจะทานไม่หมด ไม่ใช่เพราะไม่อร่อยแต่เป็นเพราะเราอิ่มเอมกับความสุขและชีวิตชีวาที่บ้านปราสาทเสียจนล้นใจไปหมด ฉันหันมาโบกมืออำลาพ่อใหญ่ น้องเม่นและชาวบ้านที่มาส่งในขณะที่รถของพวกเราวิ่งห่างออกไป พลางก็นึกเร่งวันเร่งคืนให้มีมีวันว่างติดต่อกันหลายๆวันอย่างนี้อีกเร็ว ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาหารอีสานแสนอร่อย อากาศบริสุทธิ์ สายลมอ่อนๆ แสงแดดระยิบ หรือรอยยิ้มจากทุกคนที่นี่ก็ตาม ฉันก็แน่ใจว่าการมาบ้านปราสาทในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งเดียวในชีวิต และฉันก็มั่นใจเหลือเกินว่าความสุขและความประทับใจที่ได้จากการมาเที่ยวที่บ้านปราสาทในครั้งต่อๆไปจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าครั้งนี้เลย เรื่องสั้น ของขวัญพิเศษสุดเรื่องสั้น ของขวัญพิเศษสุด
รถวอลโว่ป้ายแดงจอดนิ่งสนิทอยู่กลางสี่แยกไฟแดง ไฟเลี้ยวซ้ายกระพริบเป็นระยะสอดรับกับจังหวะการขึ้นลงของที่ปัดน้ำฝนที่ยังคงทำงานอย่างสม่ำเสมอ ฝนเม็ดน้อยๆปรอยตัวร่วงหล่นกระทบหน้ากระจกจนไหลรวมเป็นสาย หลังพวงมาลัยคือชายสูงวัยร่างกำยำ เสื้อนอกราคาแพงและเครื่องประดับที่เขาสวมใส่บ่งบอกฐานะอันมั่งมี ดวงตาคู่ดุนั้นจับอยู่ที่ไฟกลมดวงบนสุดของเสาสูงที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนเป็นสีเขียวเสียที บรรยากาศฝนตกรถติดในเมืองใหญ่ยามค่ำทำให้คิ้วเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อรอยย่นบนหน้าผากให้ชัดเจนขึ้น เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นแทรกเสียงฝน คิ้วของชายร่างใหญ่คลายออกจากกันเมื่อเห็นชื่อผู้เรียกเข้าที่หน้าจอ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจเขากลับกระชุ่มกระชวยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เขากดรับและยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอย่างอารมณ์ดี “ไงจ้ะ…อือ ตอนนี้ป๋าอยู่ที่สี่แยกแล้ว เลี้ยวซ้ายอีกนิดก็ถึงแล้วจ้ะ ก็ร้านเดิมของเพื่อนเก่าป๋าน่ะแหละ…จ้ะ…ยังไงป๋าก็รีบกลับอยู่แล้ว ป๋าจะปล่อยให้คนสวยรอนานได้ยังไง ฮือ…อะไรนะ…มีเซอร์ไพรส์ให้ป๋าด้วยเหรอ อะไรล่ะ…นกบอกใบ้ให้ป๋าหน่อยซี่…แหม…คนสวยใจร้ายจัง เออ แล้วเรื่องรถของนกเป็นยังไง ซ่อมเสร็จรึยังจ้ะเดี๋ยวป๋าให้ลูกน้องไปเอามาให้…. โธ่เอ๊ย เงินแค่นั้นเองนกจะเกรงใจป๋าทำไม หรือถ้านกเบื่อคันนี้แล้ว เดี๋ยวป๋าถอยคันใหม่ให้ดีมั๊ย ? จริงสิ ป๋าไม่หลอกให้นกดีใจเล่นหรอก… เดี๋ยวนะจ้ะ ไฟเขียวแล้ว แค่นี้นะ ไว้เจอกันที่คอนโด อย่าลืมแต่งตัวสวยๆรอป๋านะจ้ะ” เสียงแตรรถคันหลังดังลั่นถนนทันทีที่ไฟดวงล่างสุดที่เสาสูงกลางสี่แยกปรากฏเป็นแสงสีเขียว รถคันหลังยังบีบแตรเสียงสนั่นจนเสี่ยใหญ่เริ่มรู้สึกรำคาญ เขานึกถึงเพื่อนคู่กายที่ปกติจะต้องนอนแนบอยู่ใต้เสื้อนอกตัวเก่งของเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเลือดร้อน ลองได้เจอคนมาสะกิดต่อมกวนใจแบบนี้ จุดสามแปดที่บั้นเอวคงได้ส่งเสียงโป้งป้างกลบเสียงแตรหนวกหูนั่น ดับชีวิตเจ้าของรถคันหลังแล้วเป็นแน่ แต่วันนี้เขาไม่ได้เหน็บปืนคู่ใจมาด้วย นัดสำคัญกับเพื่อนสนิท แถมด้วยนัดพิเศษกับสาวน้อยในบัญชีของเขา ทำให้เขาไม่มีอารมณ์จะก่อเรื่องกับใครให้เสียเวลา ชายสูงวัยจึงทำเพียงแค่วางโทรศัพท์แล้วเลี้ยวรถมุ่งหน้าสู่จุดหมาย
“ไงวะ วิบูลย์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ชายร่างอ้วนพาพุงกระเพื่อมออกมาต้อนรับเพื่อนเก่าถึงหน้าร้าน ชายในชุดดำอีกสองสามคนเดินตามหลังมาติดๆ และทำท่าว่าจะเดินเข้ามาขนาบข้างตัวเขา “เฮ้ย! ไม่ต้อง นี่เพื่อนเก่าเพื่อนแก่อั๊วะเอง อย่าเสียมารยาท” บรรดาชายชุดดำทั้งหลายถอยกลับไปประจำที่เดิม ชายร่างอ้วนแตะที่บั้นเอวผู้มาเยือนเบาๆและเมื่อไม่พบวัตถุต้องห้ามของทางร้าน เขาระเบิดหัวเราะร่วน “อาวิบูลย์ ปกติ ปืนกับผู้หญิงไม่เคยมีห่างตัว อะไรวะ วันนี้ ปืนก็ไม่อยู่ อีหนูก็ไม่มี” ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน พากันกอดคอเดินโอบไหล่สู่ห้องรับรองชั้นบนที่เตรียมไว้ ทั้งคู่หย่อนกายบนโซฟาตัวยาว บอดี้การ์ดคนอื่นๆเฝ้าอยู่ในบริเวณร้าน มีเพียงคนเดียวที่เดิมตามเข้ามาในห้องด้วย “ก็เพราะว่ามาร้านมึงไง กูรู้ว่าเขาห้ามพกปืนก็เลยไม่ติดมา วันนี้มีนัดกับมึง แล้วเดี๋ยวเสร็จแล้วกูก็จะรีบกลับไปให้น้องหนูของกูซบอกอีก ไม่รู้จะพกมาทำไม ไม่มีอารมณ์จะมีเรื่องกับใครหรอก” บรั่นดีกลิ่นรัญจวญสำหรับนักดื่มถูกรินลงแก้วอย่างช้าๆ “แต่ร้านอั๊วะไม่มีข้อห้ามไม่ให้พกเด็กมาด้วยนะโว้ย รับรองกูไม่ปากโป้งไปบอกเมียลื้อหรอกน่า” เสี่ยย้งยิ้มน้อยๆ กระดกเหล้าเข้าปาก “เอาไว้เมียกูลงโลงตามเมียมึงเมื่อไหร่ กูจะควงมาร้านมึงสักโหลสองโหลเลยเป็นไง เออ โทษทีนะ ช่วงงานศพเมียมึงน่ะ กูไม่ทันได้มา พอดีที่มาเก๊ามีปัญหานิดหน่อยกูต้องไปเคลียด้วยตัวเอง ช่วงนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ดูทางโน้น นี่ก็เพิ่งกลับมาได้อาทิตย์เดียวเอง…แล้วป่านนี้มึงไม่คิดจะยกเด็กคนไหนขึ้นมาเป็นคุณนายใหญ่เหรอวะ” “ไม่ล่ะ เป็นป๋าใจดีไม่มีพันธะอย่างงี้ก็ดีเหมือนกัน” “เดี๋ยวนี้อยากมีเด็กคนไหนยังไงก็ได้แล้วล่ะสิ ไม่มีเมียมาขวางคอ” “ก็ใช่หรอก แต่บางทีก็ขาดรสชาติไปบ้างเหมือนกันนะอาวิบูลย์” “ยังไงวะ” “ก็มันไม่ตื่นเต้นเหมือนก่อน อั๊วะว่าแอบๆซ่อนๆน่ะมันระทึกใจดี แต่ตอนนี้มันไม่มีเมียมาคอยจ้องจับผิดแล้ว แต่จะหาห่วงใหม่มาผูกคอก็ขี้เกียจ อั๊วะก็เลยหาความตื่นเต้นในแบบที่มันใกล้เคียงกัน” “หมายความว่าไงวะ” “ก็ถ้าลื้อไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน แล้วก็คอยแอบๆซ่อนๆไม่ให้ผัวเขาจับได้น่ะ ลื้อว่ามันระทึกมั๊ยล่ะ” “ไอ้ย้ง! นี่มึงพูดจริงเหรอเนี่ย” “จริงโว้ย อั๊วะเพิ่งรู้ว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้านเนี่ย สนุกกว่าเลี้ยงพวกนักศึกษาหิวเงินซะอีก” “ระวังลูกปืนนะมึง เกิดไปเป็นชู้เมียเจ้าพ่อไม่รู้ตัว ประเดี๋ยวพอผัวมันจับได้ มันจะยุ่ง” “โธ่ วิบูลย์ ผู้ชายอย่างเราๆ มันจะอะไรกันนักกันหนา ไม่เคยได้ยินหรือไง ที่เขาว่า วิถี คงคา ศาลา นารี สี่สิ่งนี้ไม่ใช่ของผู้ใด” “ภาษิตอะไรของมึง แต่กูถือโว้ย มึงไม่เคยได้ยินเหรอ รถ ปืน ผู้หญิง สามสิ่งนี้ผู้ชายเขาไม่ยืมกัน” “เฮ้ยๆ ไม่ต้องทำเสียงเครียด อั๊วะไม่ได้ตีท้ายครัวลื้อซะหน่อย อือ…ลื้อพูดถึงปืนก็ดีละ อั๊วะมีของดีมาฝาก เฮ้ย!” เสี่ยร่างอ้วนส่งสัญญาณให้ลูกน้อง บอดี้การ์ดชุดดำคนนั้นหันไปหยิบกล่องไม้แกะสลักฝีมือประณีตวางลงบนโต๊ะ ตรงหน้าแขกผู้มาเยือน “เปิดดูสิวิบูลย์ อั๊วะสั่งทำพิเศษให้ลื้อเชียวนา” วิบูลย์เปิดกล่องนั้นออกดูจึงพบอาวุธปืนเป็นเงามันปลาบที่นอนนิ่งแนบอยู่กับบล๊อกกำมะหยี่ ข้างกันนั้นคือกระสุนใหม่เอี่ยม วิบูลย์หยิบปืนนั้นขึ้นดูด้วยตาลุกวาว “เป็นไงวะชอบมั๊ย ด้ามมันทำจากงาช้างก็เลยเบามือ ไม่รู้ลื้อจะถนัดรึเปล่า” วิบูลย์ลองขยับปืนในมือให้กระชับยิ่งขึ้น ยิ้มที่มุมปากแสดงถึงความพึงพอใจ “กูชอบว่ะ…นี่อยากจะลองยิงดูแล้วนะเนี่ย” “ลื้อชอบก็ดี ถือว่าเป็นของขวัญพิเศษจากอั๊วะ เพื่อฉลองมิตรภาพกว่าสี่สิบปีที่ดีงามของเราแล้วกัน” “ขอบใจมากย้ง” “ลื้อมีนัดกับเด็กลื้อกี่โมงวะ ไปช้าหน่อยได้รึเปล่า นานๆได้เจอกันที อยากคุยนานๆว่ะ” “นานมากก็ไม่ไหวนะโว้ย คืนนี้เด็กกูเขาว่าเขามีเซอร์ไพรซ์ให้กูด้วย” “นั่นแน่ ท่าจะไม่เบา มีเซอร์พ้งเซอร์ไพ้ซะด้วย เอ๊ะ เด็กสาวๆสมัยนี้ชอบทำเซอร์ไพรซ์รึไงวะ เด็กใหม่คนล่าสุดของอั๊วะนะ วันก่อนก็โทรมาบอกว่าให้รีบมา มีเซอร์ไพ้ รู้มั๊ย พออั๊วะเปิดประตูเข้าไปนะ น้ำลายแทบหก ก็อีเล่นใส่บิกินี่สีแดงสดรออยู่บนโซฟาห้องรับแขก สวยน่าฟัดชะมัดเลย ดีที่อีบอกว่าอีกนานกว่าผัวอีจะกลับ อั๊วะก็เลยได้นอนกกนอนกอดบิกินี่สีแดงซะหนำใจเลย เฮ้อ…พูดแล้วคิดถึงว่ะ” วิบูลย์ยิ้มบางๆ ฟังเพื่อนเพ้อถึงสาวๆในขณะที่มือลูบปืนใหม่ไปมา หยิบลูกกระสุนบรรจุในลังเพลิงทีละนัด “อั๊วะคิดถึงผิวเนียนๆ เนื้อนุ่มๆของอี ยิ่งรอยสักรูปลูกกุญแจที่เนินอกซ้ายนะ เวลามันโผล่พ้นขอบบิกินี่สีแดงนั่น…เซ๊กซี่อย่าบอกใครเลยอาวิบูลย์เอ๊ย…” แขกผู้มาเยือนชะงักนิดหนึ่ง มือที่ลูบปืนเมื่อครู่หยุดการเคลื่อนไหว “มีเมียเด็กมันก็ดีอย่างนี้แหละ สดชื่นสดใส หัวใจกระชุ่มกระชวย สาวน้อยบิกินี่แดงของอั๊วะนี่โคตรขี้เล่นเลย วันดีคืนดีสาวเจ้าก็ชวนอั๊วะขึ้นมากินโยเกิร์ตกลางดึก แล้วก็ใช้โยเกิร์ตน่ะแหละปลุกอั๊วะจนตื่นตาตั้ง คราวนี้หลับไม่ลงเลยจนเช้า” เสี่ยย้งหัวเราะกว้าง ในขณะที่คู่สนทนาดูเงียบไป “สุดๆเลยว่ะ คนนี้อั๊วะติดใจสุดๆเลย ถ้าลื้อไม่ถืออั๊วะก็จะแนะนำให้รู้จัก แต่ต้องรอนิดนึงนะ เพราะว่าตอนนี้อั๊วะยังไม่เบื่อ ถ้าลื้อสนใจนะ ไม่ต้องกลัวผัวอีจะจับได้ โอ๊ย…คงโง่อีกนานแหละ อย่างน้อยก็โง่ที่ปล่อยให้เมียสวยๆอยู่คอนโดเหงาๆคนเดียว ท่าทางผัวอีคงมีตังพอดู เห็นใช้แต่ของดีๆ หึ…เลี้ยงเมียด้วยเงินมันจะไปใช้ได้ที่ไหน มีเงินแต่ไม่มีน้ำยา เมียก็ลำบากต้องมาหาความสุขกับคนอื่นอย่างงี้น่ะแหละ” เสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั่วห้อง แต่เป็นเสียงหัวเราะของผู้พูดแต่ฝ่ายเดียว วิบูลย์นั่งนิ่งเงียบ สายตาหลุบต่ำ ในมือกุมปืนที่บรรจุกระสุนเรียบร้อยแล้วไว้แน่น “เป็นอะไรไปวะวิบูลย์ เติมเหล้าหน่อยมั๊ย” ผู้ถูกถามยังไม่ทันให้คำตอบ เสียงเอะอะโวยวายข้างนอกเล็ดลอดเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา ไม่นานชายร่างเล็กรีบเข้ามากระซิบกระซาบกับผู้เป็นเจ้าของร้าน เสี่ยย้งมีสีหน้ารับรู้อย่างหงุดหงิด “แล้วพวกมึงตรวจกันยังไงให้ผ่านมาได้ฮะ ไอ้แสง…มึงออกไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้มาเบ่งในร้านกู…แต่อย่าให้มีโป้งป้างนะมึง กูไม่อยากเดือดร้อน” บอดี้การ์ดชุดดำคนสนิทออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วตามคำสั่ง ทิ้งสองเสี่ยใหญ่ไว้ในห้องเพียงลำพัง “อั๊วะล่ะเบื่อไอ้พวกไม่รู้ว่าพ่อแม่มันเป็นใคร เที่ยวได้เบ่งถามเขาไปทั่ว นึกว่าพ่อมันใหญ่จะเต็มประดา นี่ไม่รู้ใครเผลอไปเหยียบหางมันเข้า อย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวเด็กอั๊วะเคลียร์แป๊บเดียวก็หายโหวกเหวก มาโว้ย วิบูลย์ ดื่มให้หมดจะได้เติมอีกแก้ว” เสี่ยย้งยังอารมณ์ดียิ้มแย้มในขณะที่อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาตรงกันข้าม วิบูลย์นั่งขบกรามแน่น ในมือกระชับปืนเหมือนเคยคุ้นในสัมผัสมานาน เสียงการทะเลาะวิวาทยังไม่เบาลงเลยทั้งยังดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ “อะไรวะ ยังเคลียไม่ได้อีกรึไง” เสี่ยย้งเริ่มหงุดหงิดมากกว่าเดิม วิบูลย์มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ “ไอ้ย้ง กูมีของขวัญพิเศษจะตอบแทนมึง” สิ่งสุดท้ายที่วิบูลย์เห็นคือแววตาประหลาดใจของเพื่อนเก่าผู้เป็นเจ้าของร้าน
เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดติดต่อกัน ชีวิตกลางคืนหลายชีวิตวิ่งหนีให้พ้นจากวิถีกระสุนกันไปคนละทิศละทาง ความวุ่นวายเคลื่อนตัวเข้าครอบงำพื้นที่ทั้งร้าน แต่ภายหลังจากความโกลาหลครู่ใหญ่ ชายชุดดำคนหนึ่งจึงพบว่าเสียงปืนไม่ได้ดังมาจากคู่กรณีที่วิวาทกันอยู่กลางร้านนั่น
ชายร่างใหญ่ในชุดเสื้อนอกราคาแพง หยุดฝีเท้าที่หน้าประตู เขากดกริ่งเหมือนทุกครั้งที่มาหาเธอ หลังเสียงกริ่งนั้นคือความเงียบ มันเงียบมากจนเขาได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง อึดใจหนึ่งประตูจึงได้เปิดออก เขาก้าวเข้าไปในห้องที่คุ้นตาอย่างช้าๆ สายตาจึงได้พลันไปประสบร่างอรชรในชุดเสื้อคลุมตัวยาวที่โต๊ะรับแขก เธอหันมาสบตาเขา ส่งรอยยิ้มหวานมาพร้อมเสียงอ้อน “ดีนะคะที่ป๋ามาเร็ว นกกำลังจะเปลี่ยนใจ เลิกทำเซอร์ไพร้ป๋าอยู่แล้วเชียว” ชายร่างใหญ่ไม่ปริปากตอบ สาวน้อยหน้าใสค่อยๆปลดเสื้อคลุมนั้นจนหลุดออกจากร่างเผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวอ้อนแอ้นที่บัดนี้เหลือเพียงชุดบิกีนี่สีแดงสดปกปิดสัดส่วนยั่วยวนใจเท่านี้ “สวยมั๊ยคะ” เธอช้อนตาหวานเยิ้ม บิดสะโพกนิดหนึ่ง “แต่รอยสักเนี่ย ป๋าอย่าให้นกไปลบออกเลยนะ นกว่ามันเซ็กซี่ออก นะคะ…ถ้าป๋าตกลง คืนนี้นกจะป้อนโยเกิร์ตให้ป๋าทั้งคืนเลย” เธอยิ้มหวานใส ประกายตานั้นมีแววซนอย่างที่จะทำให้ผู้ชายละลายได้ไม่ยาก ชายร่างใหญ่เคลื่อนกายเข้าใกล้เธอพร้อมรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก “ป๋าเอาของขวัญไปให้เพื่อนเก่ามา แต่นกไม่ต้องน้อยใจนะ ป๋าเก็บของขวัญไว้ให้นกเหมือนกัน” ดวงตาของสาวน้อยตรงหน้ามีแววฉงน ชายร่างใหญ่สอดมือเข้าไปใต้เสื้อนอก รอยยิ้มเย็นปรากฏที่ใบหน้า “ของขวัญพิเศษสุดสำหรับผู้หญิงอย่างนกเลยทีเดียว”สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็น คือ ดวงตาคู่ซนที่เบิกกว้าง และสีแดงฉานที่ปรากฏอยู่ทั่วร่างงามนั้น
March 31 กลับมาแว้ว..หลังจากหายไปเป็นชาติ อิอิมาแว้วๆ อิอิ เห้อ ชีวิตวุ่นวายทำให้ไม่ได้เข้ามาดูแลพื้นที่เล็กๆแห่งนี้เสียนานเลย
ปล่อยให้มุมนี้เงียบเหงาไปซะนาน
แต่ว่าตอนนี้ปิดเทอมแล้ว คงจะได้อักข้อมูลใหม่ๆลงไปอีกเพียบ
อดใจรอแป๊บนะจ้ะ แล้วจะเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมเยียน เวียนด่ากันได้จามใจชอบ 55555
เจอกั๋นเด้อ October 20 อัมพาตฆาตกรรมอัมพาตฆาตกรรม
เขานอนนิ่งอยู่นาน ความจริงก็เป็นเวลานานมากนับตั้งแต่อุบัติเหตุในวันนั้น เตียงนอนราคาเรือนแสนที่เขาสั่งทำพิเศษ บัดนี้มีประโยชน์เพียงแค่รองรับร่างแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ผุๆ ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างล้วนเป็นเรื่องของเขา นักธุรกิจแถวหน้าที่กุมเศรษฐกิจเกือบครึ่งประเทศที่วันนี้ทำได้แค่เพียงกลอกตาไปมาและนอนรอความตายเท่านั้น อุณหภูมิในห้องกำลังพอเหมาะและคุ้นเคยกว่าห้องพักที่โรงพยาบาล หลายสัปดาห์ก่อนเขาได้ยินแต่เสียงของโหวกเหวกของนักขาวที่จ้องจะแย่งข่าวไปละเลงลงกระดาษ สาดสีสันของสื่อมวลชน เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะสื่อสารกับใครหลายคน รวมทั้งคุณหมอว่าเขาอยากกลับมาพักที่บ้านมากกว่า ถึงแม้ว่ามันจะยากมากแต่ก็ยังน้อยกว่าการทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาตื่นขึ้นมาพบฝ้าขาวๆในห้องพิเศษที่โรงพยาบาล แล้วพบว่าอาการของเขาหนักหนาสาหัสจนไม่มีทางจะรักษาให้หายได้
เขาเคยคาดหวังไว้อย่างสวยหรูว่าบั้นปลายชีวิต จะได้นอนพักอย่างสบายบนเตียงอุ่นๆ เขาจึงได้วางแผนชีวิต คิดทำทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ไต่เต้าจากลูกจ้างบริษัทต๊อกต๋อย เรียนรู้การทำธุรกิจ ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร กิจการขยายสาขาไปทั่วประเทศ มีธุรกิจส่งออก การเก็งกำไร แนวโน้มใดๆทางเศรษฐกิจล้วนเป็นไปตามความคาดหมายของเขาจนได้ฉายาที่รู้จักกันดีในวงการว่าเป็นเจ้าพ่อตาทิพย์ ไม่มีคำว่าผิดพลาดสำหรับเขา แม้แต่ลูกชายคนเดียวก็เป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นอย่างที่เขาคาดหวัง เขาคาดการณ์หรือคิดสิ่งใดไว้ไม่เคยผิดพลาด
แทบไม่น่าเชื่อว่าในวันนี้ สิ่งที่เขาวางแผนและวาดฝันไว้กลับพังทลายลงภายในพริบตา ลำพังความทุกข์ทรมานและความสมเพชตัวเองก็มากมายพออยู่แล้ว แต่ความกังวลที่เขามีต่อกิจการหลายร้อยล้านของเขานี่เสียอีกที่ทำให้เขาหนักใจยิ่งกว่า เขาคิดถึงคำพูดของเพื่อนๆวัยเดียวกันที่บอกเขาว่าควรจะวางมือแล้วปล่อยให้ลูกชายดูแลแทนได้แล้ว เขาควรจะได้พักผ่อนเหมือนเพื่อนๆที่นั่งนอนเล่นอยู่บ้านท่ามกลางลูกหลาน เป็นตัวเขาเองที่ยังไม่วางใจในตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมากนัก แม้ว่าลูกชายจะพิสูจน์ความสามารถให้เขาเห็นจากความสำเร็จในการบริหารรีสอร์ต ระดับห้าดาวที่ต่างจังหวัดแล้วก็ตาม ป้ายชื่อที่หน้าห้องผู้บริหารวัฒนากรุ๊ป จึงยังเป็นชื่อของนายพิพัฒน์ วัฒนาสมบัติ ที่บัดนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพที่รอความตายมาพรากลมหายใจไปอย่างสมบูรณ์ ความเงียบในห้องรุมเร้าเข้าก่อกวนจิตใจเขา เขาอยากจะหัวเราะ แต่ก็ทำได้แค่นึกเยาะตัวเองอยู่ในใจ เขาเคยคิดอยู่เสมอว่าอยากจะมีเวลานอนทอดหุ่ยฝันหวานสบายๆได้อย่างคนอื่น ตอนนี้เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะนอนได้เหนือกว่าใครๆ เพียงแต่ไม่อาจจะฝันหวานอย่างที่อยากจะทำได้ เพราะรสชาติของการเป็นท่อนไม้โทรมๆมันสุดแสนจะขมปร่า
เขาเพิ่งรู้สึกเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเตียงนี้ใหญ่เกินไปสำหรับการนอนเพียงลำพัง ความเหงา ความอ้างว้างว่างเปล่า ความเดียวดายและความคิดที่ฟุ้งซ่านกลายเป็นเพื่อนมาเยี่ยมเยือนเขาทุกวันทั้งที่เขาไม่เคยรู้สึกเป็นมิตรกับพวกมันเลยแม้แต่น้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้างกายเขาคือร่างระหงที่ทอดกายให้เขาก่ายกอดอย่างเป็นสุข หล่อนมักจะตื่นนอนก่อนเขาเสมอ และก่อนจะลุกจากเตียงนี้ แก้มเหี่ยวๆของเขาก็จะได้รับจุมพิตจากริมฝีปากอวบอิ่มของเจ้าหล่อน
เขาคิดถึงริมฝีปากนั้น คิดถึงกายอุ่นๆที่เขาเคยสวมกอด นานแล้วที่เขาไม่ได้พบหล่อน แม้เขาจะเริ่มบอกตัวเองให้ทำใจยอมรับว่าต่อไปนี้เขาคงไม่สามารถจะมีความสุขกับหล่อนได้ดังเช่นที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าบางอย่างจะไม่เหมือนเดิม เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งย่างใกล้เข้ามาทุกขณะ จังหวะการก้าวนั้นไม่แปลกไปจากเมื่อก่อน แต่กลิ่นหอมที่เคลื่อนเข้ามาปะทะจมูกของเขาก่อนเจ้าตัวจะมาถึงนั่นกลับแปลกออกไป
เป็นหล่อนนั่นเอง อาภรณ์ราคาสูงลิบลิ่วเพราะตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นหนึ่งปกคลุมเรือนกายที่เขาเคยคลอเคล้า ผมยาวตรงสลวยที่เขาเคยสัมผัสถูกดัดเป็นลอนใหญ่ทิ้งปอยผมเล็กๆเคลียที่ข้างแก้มนวล สีของชุดราตรียาวนั้นช่วยขับผิวผ่องนั้นให้ดูผุดผาดยิ่งขึ้น เขาจำแววตาและสีหน้าประหลาดใจของหล่อนได้เมื่อครั้งที่หล่อนเปิดกล่องของขวัญแล้วพบมันนอนนิ่งรออยู่ ประสาทตาของเขาผิดปกติหรือเปล่าหนอ เพราะเขาจำได้ว่าเหตุที่เขาเลือกชุดนี้ให้เธอก็เพราะมันเป็นสีแดงสด แต่ทำไมตอนนี้เขาจึงเห็นมันเป็นสีแดงก่ำ มันดูแดงคล้ำเสียจนเหมือนสีเลือด หล่อนไม่ได้ตรงมาหาเขาดังเคย แต่กลับเดินเลยไปสำรวจความงามของตนเองอยู่ที่กระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เขาเหลือบมองเงาสะท้อนของหล่อนในกระจกบานใหญ่นั่น มองดูหล่อนเปิดตู้เซฟ หยิบกล่องเครื่องประดับนับสิบออกมาเลือกโดยปราศจากบทสนทนาใดๆ ราวกับว่าไม่มีเขานอนอยู่ในห้องอย่างนั้น “ไม่คิดจะชวนฉันคุยบ้างเลยหรือคะ” คำถามแรกดังขึ้นปัดความคิดฟุ้งซ่านของเขากระเด็นออกไป เจ้าของคำถามบรรจงใส่ต่างหูพลอยชมพูล้อมเพชรด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ว่าไงคะ...ทำไมเงียบล่ะ” มุมปากหล่อนเหยียดขึ้นนิดหนึ่ง ริมฝีปากบางถูกเคลือบทาด้วยลิปสติกสีแดงเลือดนก รอยยิ้มที่สะท้อนในกระจกผิดไปจากรอยยิ้มที่เคยทำให้เขาหายเหนื่อยทุกครั้งที่กลับจากงาน “โกรธฉันหรือคะ” เสียงถามนั้นเอ่ยขึ้นเรียบๆ “ดูสิ...ไม่ยอมพูดยอมจากับฉันเลย” หล่อนหันมาประสานสายตากับเขาพลางกลั้นหัวเราะ แต่ที่สุดก็ปล่อยความขันออกมาเบาๆ “ขอโทษค่ะ ฉันนี่แย่จริงๆเลยที่มักจะคิดอยู่เสมอ ว่าคุณยังเหมือนเดิม” หล่อนหมุนตัวกลับไปที่กระจก ก้มหน้าก้มตาเลือกเครื่องประดับต่อไป แต่ยังส่งเสียงหวานใสเข้าสู่โสตประสาตเขาอยู่เนืองๆ “วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ ยังกังวลเรื่องงานอยู่อีกรึเปล่า คุณไม่ต้องห่วงนะคะ คุณทรงสิทธิ์ลูกชายของคุณน่ะ เขาเก่งมากทีเดียว ตอนนี้หุ้นส่วนทุกคนในบริษัทก็ยอมรับในความสามารถของเขากันหมดแล้ว เขากลายเป็นผู้บริหารหนุ่มหล่อที่มาแรงที่สุดในวงการธุรกิจที่ทุกคนพากันจับตามอง ความจริงคุณน่าจะวางใจแล้วปล่อยให้เขาได้ขึ้นมานั่งเก้าอี้ของคุณตั้งนานแล้ว คุณจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ฉันกับคุณสิทธิ์...ก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อย”
หล่อนทาบสร้อยลงที่คอขาวเนียน หันซ้ายขวาช้าๆเพื่อพิจารณาความเหมาะสม “จริงอย่างคุณว่านะคะ คุณสิทธิ์น่ะเขาเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ เขาเหมือนคุณแทบจะทุกอย่าง ทั้งเก่ง ชอบเอาชนะ อยากได้อะไรเป็นต้องได้ รั้น ไม่ฟังใคร แต่ก็รอบคอบ แล้วก็ช่างวางแผน เหมือนที่คุณเคยบอกเขาไงคะ การจะทำงานใหญ่ให้สำเร็จ มันต้องแน่วแน่ รอบคอบ ผิดนิดเดียวก็อาจจะพังพินาศไม่เป็นท่า งานใหญ่ของเราก็เลยสำเร็จอย่างแนบเนียน แยบยล แล้วก็ราบรื่นอย่างนี้ไงคะ เงียบ...นิ่งสนิท...เหมือนคุณตอนนี้เปี๊ยบเลย” เสียงหัวเราะในคอหล่อนทุ้มลึกแต่กลับแทงเข้าไปในหู คมปลาบเข้าไปเฉือนหัวใจเขา เสียงหายใจของเขาดังขึ้นเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อในร่างกายจะบิดเกร็งบ้างหรือไม่ แต่เขารู้สึกเหมือนชาไปทั้งหน้า “คุณพยาบาลรายงานฉันว่าเมื่อเย็นนี้เธอพาคุณลงไปนั่งรถเข็นเล่นในสวน งั้นคุณก็คงจะเห็นแปลงดอกซ่อนกลิ่นที่ฉันสั่งให้คนเอามาปลูกแทนที่ดอกกุหลาบขาวของคุณแล้ว ขอโทษนะคะที่ไม่ได้บอกก่อน ความจริงฉันก็อยากจะบอกคุณตั้งนานแล้ว ว่าฉันเกลียดกลิ่นดอกกุหลาบ และฉันไม่เคยนึกชอบมันเลย อ้อ...คุณไม่ต้องแปลกใจว่า
เจ้านกเลี้ยงทั้งหลายแหล่ของคุณมันหายไปไหน ฉันเป็นคนเปิดกรงปล่อยมันออกไปเองแหละค่ะ เพราะฉันคิดว่าฉันเข้าใจความรู้สึกของพวกมันดี คงไม่มีนกน้อยตัวไหนจะทนทรมานอยู่ในกรงเก่าๆผุๆได้นานนัก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นกรงทองก็ตาม และถ้าหากว่ามันจะได้ไปอยู่ในกรงอื่นที่ใหม่กว่า ดีกว่า คุณก็ควรจะดีใจกับมันนะคะ” สร้อยเส้นแรกถูกวางลงในกล่องกำมะหยี่ ฝาถูกปิดและวางลงที่เก่า อีกกล่องหนึ่งถูกเปิดออก ปล่อยให้ประกายอัญมณีส่องแสงระยับแข่งกับความงามของผู้เป็นเจ้าของ “คืนนี้ฉันกับคุณสิทธิ์จะไปงานเลี้ยงของมิสเตอร์โรเบิร์ต โปรเจคนี้ใหญ่มากค่ะ ถ้าวัฒนากรุ๊ปของเราตกลงกับเขาได้ ผลกำไรมหาศาลก็จะอยู่ในกำมือ แล้วเราก็จะได้ตลาดใหม่ทางแถบสแกน...สแกนดิ สแกนดิเวเชีย...อะไรซักอย่างนี่แหละค่ะ ฉันจำที่คุณสิทธิ์พูดไม่ค่อยได้แล้ว เขาว่างานนี้ไม่มีทางพลาดแน่ ความจริงฉันก็ต้องขอบคุณที่คุณไม่เคยพาไปออกงานที่ไหน ก็เลยไม่มีใครรู้จักฉันซักคน เรื่องออกงานเนี่ยคุณสิทธิ์ก็สอนฉันทุกอย่าง รับรองว่าอดีตสาวโรงงานอย่างฉันเนี่ย ไม่ทำให้ขายหน้าหรอกค่ะ” สร้อยเส้นงามทอดตัวอยู่ที่คอเจ้าหล่อนเรียบร้อยแล้ว กลิ่นน้ำหอมที่เขาไม่ชินลอยฟุ้งเข้ามากระทบจมูกเขาอีกครั้งหนึ่ง บอกให้รู้ว่าหล่อนเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ ไม่นานดวงหน้างามก็มาปรากฏให้เขาได้เห็นเต็มตา ทว่าสายตาของคนทั้งคู่ที่มีต่อกันกลับแปลกไป สายตาของผู้ที่เดินเข้าหาช่างเยียบเย็น ส่วนฝ่ายที่นอนนิ่งไร้การเคลื่อนไหวนั้นกลับแข็งกร้าว “ทำไมมองฉันอย่างนั้นล่ะคะ ฉันรู้ค่ะว่าคุณคงอยากไปงานนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ฉันคงให้คุณไปไม่ได้หรอก เห็นคุณพยาบาลบอกว่าคุณควบคุมระบบขับถ่ายไม่ได้เลย เกิดคุณไปปล่อยเรี่ยราดในงาน ฉันกับคุณสิทธ์จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน บางทีคุณต้องทำใจยอมรับความจริงบ้าง เฮ้อ...แต่ฉันก็เห็นใจหรอกนะ คุณเป็นซะแบบเนี๊ย จะเอาปัญญาที่ไหนมาชะโงกดูสารรูปตัวเอง” ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้หายใจแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ดวงตานั้นจ้องเขม็งมาที่ร่างบางอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “น่าเสียดาย...แล้วฉันจะดื่มไวน์เผื่อคุณนะคะ เอ...รึว่าคุณจะไม่ชอบดื่มแล้ว ก็ไม่ใช่เพราะไวน์หรอกเหรอคะที่ทำให้คุณลื่นล้มตกบันไดจนเป็นแบบนี้ คุณยังจำรสชาติของไวน์แก้วนั้นได้มั๊ยคะ ไวน์สูตรพิเศษแก้วที่ฉันผสมให้คุณกับมือน่ะ ไม่ต้องขอบใจฉันหรอกนะคะ ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก ลูกชายสุดที่รักของคุณต่างหาก ถ้าไม่ได้จอมวางแผนอย่างเขา คุณก็คงจะต้องเหนื่อยกับงานไปอีกนานโขทีเดียว เป็นอะไรไปคะ...ตาแดงก่ำเชียว ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ การเจรจาคืนนี้จะเป็นไปด้วยดีแน่ ก็อย่างที่ฉันบอก ว่าคุณสิทธิ์น่ะเขาเก่งมาก เก่งไปหมดทุกเรื่อง คุณน่าจะภูมิใจนะคะ เพราะอันที่จริง ฉันว่าเขาเก่งกว่าคุณเยอะทีเดียว โดยเฉพาะ...เรื่องบนเตียง” หัวคใจของเขาเต้นแรง รู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก “ใจเย็นๆค่ะ เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกหรือหัวใจวายขึ้นมา คุณจะอดฟังข่าวดี อ้อ! ถ้าการเจรจาสำเร็จ คืนนี้ฉันคงอยู่ฉลองกับคุณสิทธิ์ทั้งคืน แต่ถ้าคุณกลัวเหงา เราจะฉลองอยู่ห้องข้างๆดีมั๊ย เสียงอาจจะดังรบกวนคุณนิดนึงนะคะ” หล่อนมองกวาดไปทั่วห้อง “ดูๆไป ห้องนี้ก็ออกจะใหญ่เกินไปสำหรับ...คนไร้สมรรถภาพคนเดียว ฉันว่าคุณลงไปอยู่ห้องเล็กข้างล่างดีกว่ามั๊ย คุณพยาบาลจะได้พาคุณไปชมสวนได้บ่อยๆโดยที่ไม่ต้องพาคุณขึ้นลงบันไดให้ลำบากด้วย เกิดคุณถ่ายอะไรเรี่ยราดที่บันได เดี๋ยวก็ได้ลื่นหกล้มเป็นอัมพาตรอบสองกันพอดี ฉันคงจะต้องไปละ...อย่าเพิ่งรีบตายนะคะ อยู่รอฟังข่าวดีจากฉันเสียก่อน ”
หล่อนหันหลังจากไป เสียงหัวเราะเบาๆลอยมากรีดหัวใจเขาเป็นทางยาว หลังจากประตูปิดลง น้ำตาของชายชราไหลออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป น้ำตาของความสมเพชตัวเอง ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุของเขามันโหดร้ายและเจ็บปวดยิ่งกว่าความจริงที่หมอบอกเกี่ยวกับอาการของเขาเสียอีก เครื่องปรับอากาศในห้องไม่ได้เสีย แต่ทำไมเขารู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องถึงได้เพิ่มขึ้นจนแทบจะทนนอนอยู่เฉยๆไม่ได้ เขาไม่สามารถจะตอบโต้ถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางเหล่านั้นได้เลย เขาเคยคิดมาตลอดว่าชีวิตนี้ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด แต่วินาทีนี้เขาตระหนักแล้วว่าความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตเขาคือการไว้ใจผู้หญิงคนนี้และลูกชายคนเดียวที่เขารัก เขาเคยคิดว่าเธอเป็นยาที่ช่วยชูทั้งกำลังกายและกำลังใจของเขา แต่ที่แท้ เธอคือยาพิษดีๆนี่เอง แต่อย่างน้อยหล่อนก็พูดถูก เขามันก็แค่คนไร้สมรรถภาพ ขับถ่ายเรี่ยราดไม่รู้เรื่องรู้ราวยิ่งกว่าเด็กไม่รู้เดียงสา เมื่อเย็นเขาเห็นป้าสาย แม่บ้านคนเก่าแก่ของที่นี่ง่วนอยู่กับการเช็ดพื้นที่เชิงบันได เขาเดาว่ามันคงเป็นของเสียของเขาเอง วินาทีนั้นเขากลับคิดได้โดยฉับพลัน ชีวิตที่น่าสมเพชนี้ควรจะจบสิ้นลงเสียที และความจริงเขาก็ทำได้มากกว่าการอคอยความตาย เขาจะหยิบยื่นความตายให้กับตัวเองเดี๋ยวนี้ เพียงแค่หยุดหายใจเท่านั้น ทันทีที่คิดได้เขาก็กลั้นลมหายใจ มันอาจจะทรมานบ้างแต่ก็คงน้อยกว่าการอยู่เป็นซากร่างให้ใครมาถากถางได้ตามใจชอบ เสียงตึงตังโครมครามข้างนอกดังขึ้นรบกวนความตั้งใจของเขาจนเผลอหายใจเข้าปอดเสียเฮือกใหญ่ เสียงของมันคล้ายอะไรสักอย่างเคลื่อนตกลงมาจากที่สูง ไม่นานเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของป้าสายก็ดังขึ้นมาถึงข้างบน เขาทำได้เพียงรอให้ใครสักคนเข้ามารายงานว่าเกิดอะไรขึ้นข้างล่าง ไม่กี่อึดใจ หญิงร่างท้วมในชุดแม่บ้านก็เปิดประตูวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาที่ร่างบนเตียง แววตาของป้าสายตื่นตระหนก ปากคอสั่นเทาเหมือนคนเสียขวัญ “คุณ...คุณท่าน จะ...เจ้าคะ คุณ...คุณผู้หญิงลื่นล้มตกบัน..บันไดเจ้าค่ะ ที่บันไดมีน้ำหกอยู่ ไม่รู้น้ำอะไร อิฉันคิดว่าคงจะเป็น...เอ่อ...แต่อิฉันว่า อิฉันก็เช็ดหมดทุกที่แล้วนะเจ้าคะ...ตอนนี้คุณพยาบาลกำลังดูคุณผู้หญิงอยู่เจ้าค่ะ เธอบอกให้อิฉันขึ้นมารายงานคุณท่าน” หญิงร่างท้วมยังหอบเหนื่อย ขณะกำลังจะหันหลังกลับออกจากห้องไปก็ชะงักและหันหลับมาอีกครั้งหนึ่ง “แต่คุณท่านไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ คุณผู้หญิงเธอหมดสติไปแต่ว่ายังหายใจอยู่ เดี๋ยวอิฉันลงไปช่วยคุณพยาบาลก่อนนะเจ้าคะ” ร่างบนเตียงไร้ปฏิกิริยาตอบกลับ หากแต่แววตานั้นคล้ายจะมีประกายของความพอใจอยู่นิดหนึ่ง หลังเสียงปิดประตูสิ้นลง ความเงียบภายในห้องทำให้เขาได้ยินเสียงความคิดของตัวเองดังชัดเจนขึ้นอีกครั้ง น่าแปลกที่ครั้งนี้เขารู้สึกว่ามันดังชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาไม่สนใจว่าการเจรจาคืนนี้จะเป็นอย่างไร ทั้งยังนึกดีใจที่ยังไม่ตายไปเสียก่อน เขารู้ตัวดีว่านาทีนี้เขากำลังนอนรอสิ่งใด แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความตายอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือข่าวดี บางทีเขาอาจจะไม่ต้องย้ายลงไปนอนในห้องเล็กข้างล่างนั่น เพราะห้องนี้คงไม่ใหญ่เกินไป ถ้าจะมีอีกร่างหนึ่งมานอนเล่นอยู่นิ่งๆเป็นเพื่อนเขา ใช่แล้ว...เขากำลังรอข่าวดี
ไม่รู้ทำไมเขาถึงมั่นใจนัก ว่าคราวนี้จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง...ที่เขาคาดไม่ผิด
แรกเราพบกัน วันตัดริบบิ้นเปิด blogยินดีต้อนรับ สู่มุมเล็กๆที่สุดแสนจะเป็นกันเองในเครือข่ายใยพิภพแห่งนี้ค่ะ น่าตื่นเต้นจังเลย กับการได้มีอาณาจักรของตัวเอง บนจักรวาลอะไรสักอย่างที่มันจับต้องไม่ได้
แต่รับรองว่า ทุกๆความรู้สึก ความคิดเห็น ทุกประสบการณ์ในมุมเล็กๆที่กวางยินดีจะเปิดต้อนรับ ทุกๆคนให้เข้ามาแลกเปลี่ยน แบ่งปันกันนั้น จะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจจริงๆอยากให้พื้นที่แห่งนี้ มุมเล็กๆมุมนี้เป็นที่ๆทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายนะคะ ทำตัวสบายๆ ในมุมอันอบอุ่น แต่ว่าสดชื่นและมีชีวิตชีวา อย่าลืมแวะเวียนเข้ามาบ่อยๆนะคะ อย่าปล่อยให้คนสวยรอนานล่ะ อิอิอิ
กวางเอง เจ้าบ้านมุมเล็กๆ
|
|
|